ขอขอบคุณครอบครัวที่เป็นกำลังใจให้เสมอครับ

หายหน้าหายตาไปนานเลยครับ ตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับลูกชายคนแรกอยู่หลายเดือน จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้เขียนซักที ประกอบกับเรื่องตัวเองที่ชุลมุนอยู่ตลอดครึ่งปีนี้ ก็ยังไม่ได้เขียนเช่นกัน ผมคิดว่าหากจะเขียนเรื่องของลูกในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา คงจะต้องเกริ่นเรื่องราวหลายๆ เรื่องมากมาย กว่าจะอารัมภบทเรื่องของตัวเองจบ งั้นเขียนเรื่องของตัวเองก่อนเลยดีกว่าครับ ฮ่าๆๆๆ (สุดท้ายบล็อกนี้ก็ใช้เวลาเขียนหลายวัน จนกระทั่งบล็อกครบรอบแต่งงานเขียนเสร็จก่อนซะงั้น)

จุดเปลี่ยนของชายวัยใกล้เลข 3

ปีนี้เป็นปีที่มีการเปลี่ยงแปลงในชีวิตผมมากที่สุด หลังจากการบวช และการแต่งงานเมื่อสองปีก่อน จะว่าไปแล้วนี่เราแต่งงานมาสองปีแล้วลูกเราโตหกเดือนแล้วหรือนี่ ^^ เมื่อกลางปี 2009 น้องโบ็ตมาชวนทำบริษัทรับทำเว็บครับ นั่นคือบริษัท ฟิกกาไบท์ นั่นเองครับ ผมได้เขียนเรื่องนี้ไว้เป็นภาษาอังกฤษเมื่อตอนปีใหม่ที่ผ่านมาครับ

เมื่อตอนที่เขียนบล็อกตอนสิ้นปี ชีวิตทำงานเว็บครึ่งปีแรกผ่านไปไวเหมือนโกหกครับ ช่วงแรกก็สนุกดีครับได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ประสบการณ์มากมาย ได้ใช้ความสามารถเต็มที่ ได้มุมมองใหม่ๆ ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เพื่อนร่วมอุดมการณ์ เพื่อนร่วมวงการ สามารถพัฒนาตัวเองพอสมควร แต่เอ… ทำไมทำๆ ไปมันชักจะเยอะแฮะ ไอ้งานที่ทำหนะชอบก็จริง แต่พอทำมากๆ มันชักจะทำได้ไม่ดีอย่างที่อยากให้มันเป็น รูปแบบการทำงานของเรามันถูกต้องรึเปล่านะ ทำไมเราให้เวลากับทำงานมากขึ้น มีหลายครั้งที่ทำงานวันละ 8-12 ชั่วโมงแต่ดูเหมือนไม่มีผลงานเท่าไหร่เลย ไหนจะภรรยาตั้งครรภ์อีก ทีนี้หละชุลมุนหนักเลย

ได้ทำงานในสิ่งที่ชอบ?

มีหลายคนชอบทิ้งคำคมไว้ว่า หากเราได้ทำงานในสิ่งที่เราชอบ มันเปรียบเสมือนเราทำงานได้ดีโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงานอยู่ แต่สิ่งที่ผมเห็นต่างในกรณีนี้คือ ใช่ครับเรากำลังทำในสิ่งที่เราชอบ หากเป็นงานอดิเรก ผมพัฒนาเว็บของตัวเองอยากทำอะไรก็ทำได้ จะให้มันเนียนให้มันดีขนาดไหน ใช้เวลากับมันได้มากตราบเท่าที่เรามีเวลาว่าง ได้ตังไม่ได้ตังเราไม่สน เพราะเราเอามันส์ แต่ถ้าทำเป็นงานหลักแล้ว แน่นอนครับเราทำเว็บให้ลูกค้า เราก็ต้องทำตามความต้องการของลูกค้า ส่วนปริมาณงาน เวลาที่ใช้ และความประณีตขึ้นกับมูลค่าของโครงการ ที่ถูกตีเป็นเม็ดเงินแล้ว ทำเท่าที่ต้องทำ อย่าทำเกินจากที่ลูกค้าต้องการ เพราะมันจะกลายเป็นประเด็นและกลายเป็นปัญหาในภายหลัง เมื่อส่งมอบโครงการแล้วถือว่าเป็นอันจบ ต่อให้ทำงานออกมาดีแค่ไหน ก็ยังมีโอกาสไปพังในมือลูกค้าได้อีก ไหนจะต้องมาคอยจัดการเรื่องการขาย และกระบวนการชำระเงินอีก

จุดหักเหครั้งที่ 1

ขณะที่ช่วงชุลมุนเมื่อต้นปี ระหว่างกำลังช่วยกันตั้งไข่บริษัท ฟิกกาไบท์ มาได้ 6-7 เดือน บริษัทเพิ่งจะเริ่มมีลูกจ้าง และกำลังเริ่มหางานเข้ามาเพิ่มอย่างจริงจังมากขึ้น ภรรยาผมก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก เท่านั้นยังไม่สะใจ ยังมีเรื่องบริษัทของที่บ้านเข้ามาแทรกอีก ซึ่งประเด็นนี้ผมขออนุญาตยังไม่เปิดเผยละกันครับ แต่เอาเป็นว่ามันเป็นเหตุให้ต้องกลับมาช่วยกิจการทางบ้านก่อน ผมก็รู้สึกเสียใจเหมือนกันที่ช่วยฟิกกาไบท์ตั้งไข่ยังไม่เต็มที่เลย

ทีนี้พอกลับมาช่วยกิจการทางบ้าน ด้วยการปรึกษาคุณพ่อถึงขั้นตอนกระบวนการแล้ว สรุปตรงกันว่า ควรจะเปิดอีกบริษัทนึงขึ้นมารองรับ ผมก็ไม่รอช้าครับ เปิดขึ้นมาทันทีเลย แล้วก็ดำเนินการตามแผนที่วางไว้ งานได้ผมได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ คนครับ แต่ไม่สามารถเอ่ยนามได้ (มันทำกิจการอะไรฟระ เปิดเผยไม่ได้ซักอย่าง) ต้องขอขอบคุณมากๆ ณ ที่นี้ด้วยครับ

จุดหักเหครั้งที่ 2

เนื่องจากทุนสำรองมีอยู่จำกัดจำเขี่ย จะทำอะไรหวือหวามากก็ไม่ได้ สายป่านก็สั้นแสนสั้น หลังจากทำไปได้สามเดือนจึงเห็นแจ้งแล้วว่า มันเป็น mission impossible แถมตัวเองยังถลำลึกลงไปกว่าเก่า จากที่บ่นว่างานฟิกกาไบท์มันหนักแล้ว ปรากฏว่างานนี้ฮาร์ดคอร์กว่าอีกครับ จึงคิดว่าน่าหาวิธีลงจากหลังม้าละ… อ่าวชิบหาย! ขึ้นได้ ลงไม่ได้… T.T ถึงแม้ว่าจะล้มเลิกกระบวนการไป แต่บริษัทที่เปิดมาแล้ว มันยังอยู่ครับ ปิดก็ไม่ง่าย ลูกจ้างก็มีแล้ว (ตัวเองเงินเดือนนิดเดียว ยังกระแดะมีลูกจ้างอีก) รายจ่ายมีรออยู่แล้วทุกเดือน แต่รายรับก็ยังเก็บเงินไม่ได้ ทำยังไงดี

ทุนหมด!!!

จากที่เหตุการณ์หลายอย่างประดังเข้ามาใน 3 ปี ตั้งแต่ แต่งงาน + ทำบ้านในปีเดียวกัน ทำให้เงินเก็บร่อยหรอไปพอสมควร เหลือทำบริษัทไม่มากนักตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ทำยังไงได้ครับ ชีวิตมันดำเนินไปโดยที่เราวางแผนได้ แต่เหตุการณ์นอกแผนมักเกิดโดยไม่ให้เรารู้ล่วงหน้าซักเท่าไหร่ แป๊บๆ อ่าว ภรรยาท้องซะละ แป๊บๆ ลูกคลอดละ ช่วงนาทีชุลมุนครับ งานนี้ไม่โทษใครนอกจากโทษตัวเองที่วางแผนเรื่องทุนสำรองไม่ดี ผ่านไป 1 ปี ทุนที่มีอยู่ก็เริ่มหมดละครับ ทีนี้เริ่มเข้าใจชีวิตพนักงานเงินเดือนที่เดือนชนเดือนละ ฮ่าๆๆ

คุณพ่อคือท่อน้ำเลี้ยงตัวจริง

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ที่ขออนุญาตคุณพ่อมาทำบริษัทกับเพื่อน คุณพ่อก็ปล่อยให้มาทำเต็มที่ โดยคอยดูอยู่ห่างๆ ครับ คอยสอบถามเป็นระยะๆ แต่ยังกินเงินเดือนบริษัทคุณพ่ออยู่ตลอด 1 ปีเต็มโดยที่แทบจะไม่ได้ไปทำงานให้คุณพ่อเลย และแน่นอนว่าคุณพ่อคงจะไม่สามารถเลี้ยงเราไปตลอดชีวิตแน่นอน แต่ว่าช่วงเวลานั้นมันจะนานแค่ไหนนะ

ขอบคุณเพื่อนๆ

ตั้งแต่จบเรียนมาด้วยเกรดเฉลี่ยต่ำเตี้ยธรณี ก็ได้ทำงานกับบริษัทของคุณพ่อเลย ไม่ได้มีประสบการณ์เป็นลูกจ้างบริษัทอื่นๆ แต่ก็ทำงานมาด้วยความรู้สึกว่า เราเต็มที่กับงานได้โดยไม่ต้องกั๊ก ไม่ต้องกลัวขาดทุน เพราะทุกงานที่เราทำ มันคือกำไรของครอบครัว แต่พอได้ออกมาผจญโลกนอกกะลาแล้ว ได้รับการสนับสนุนจากกัลยาณมิตรมากมาย ได้เรียนรู้ประสบการณ์ที่ขาดหายไป ผมขอขอบคุณเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างมากครับ

ขอบคุณครอบครัวจากใจ

สิ่งที่ผมรู้สึกผิดที่สุดคือการที่ต้องให้เวลากับการทำงานมาก จนกระทั่งบกพร่องต่อการดูแลภรรยาและครอบครัวของตัวเอง รู้ตัวเองว่ามันเป็นสถานะที่ไม่เสถียรเอาเสียเลย ให้เวลากับงานเยอะแต่ยังไม่ก่อให้เกิดรายได้ตามที่ควรจะเป็น และยังไม่มีเวลาดูแลคนที่เรารักอีก ทั้งๆ ที่อยู่ในช่วงที่คนที่เรารักต้องการคนดูแลมากที่สุด ถึงแม้จะมีปัญหาไม่เข้าใจกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้าง แต่ภรรยาและครอบครัวก็ยังให้กำลังใจผมเสมอมาครับ ผมขอขอบคุณครอบครัวที่รักของผมครับ (สร้างภาพสุดๆ ขอบคุณออกสื่อ… ฮ่าๆ)

เรียนรู้ตนเอง

1 ปีที่ออกไปผจญโลกกว้างด้วยทุนของคุณพ่อ ทำให้ผมได้เรียนรู้มากมายในมุมมองของทั้ง ลูกจ้าง นายจ้าง ผู้ขาย ลูกค้า และผู้ประกอบกิจการครับ แต่ละบทบาทมีสิ่งที่ต้องสนใจแตกต่างกันไป แลเมื่อย้อนกลับไปมองบริษัทของคุณพ่อ ทำให้ผมเห็นภาพรวมของบริษัท และเข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อในฐานะผู้ประกอบกิจการมากขึ้นมากครับ จากแต่เดิมเคยมองบริษัทของคุณพ่อแค่ในมุมมองของลูกจ้าง ทำให้เห็นว่าสิ่งที่ลูกจ้างสนใจ กับสิ่งที่ในจ้างสนใจ ช่างแตกต่างกันยิ่งนัก และวิธีการสอนของคุณพ่อเวลาสอนผมต่างไปจากเดิมมาก เหมือนเชิญเจ้าของบริษัทมาสอนวิธีการคิด ประสบการณ์ และเทคนิคการทำธุรกิจแบบหมดเปลือกไม่มีหมกเม็ด ซึ่งหาไม่ได้จากที่ไหนครับ

สิ่งที่ผมเรียนรู้อีกอย่างคือ พอถึงจุดที่เราต้องตัดสินใจเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวแล้ว เราต้องเลือกทางที่มั่นคงที่สุด หากผมไม่มีครอบครัวและไม่มีปัจจัยภายนอกมาแทรก ผมอาจจะมีโอกาสลุยกับฟิกกาไบท์ได้มันส์กว่านี้ แต่เมื่อต้องเลือกแล้ว ผมคงต้องกลับมามองว่างานพัฒนาเว็บไซต์เป็นงานอดิเรกเหมือนเดิม และกลับมาทำงานหลักงานเดิม ที่มีรายได้มาเลี้ยงครอบครัว และผมไม่จำเป็นต้องทิ้งงานนี้ เพราะงานหลักเดิมนั้นสามารถทำให้ผมกลับไปมีเวลาว่างนอกเวลางานมากพอ ที่จะทำทั้งงานพัฒนาเว็บ และ งานเล่นดนตรี เป็นงานอดิเรกสบายๆ ครับ

ณ วันนี้ตัวผมเองมีความสบายใจขึ้นครับ ถึงแม้ว่าปัญหามันจะคงมีอยู่ ลูกกะลังโต ต้องกินต้องใช้ รายรับเท่าเดิม รายจ่ายเพิ่มขึ้น กิจการทางบ้านยังคงเป็ฯ mission impossible ต่อไป บริษัทที่เปิดมาแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับมัน (ฮ่าๆๆ… หัวเราะเสียงแห้งๆ) แต่เห็นจุดยืนตัวเองที่ชัดเจนขึ้น พร้อมกับกำลังใจของครอบครัว และความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผมมีหวัง และมีแรงที่จะเดินหน้าต่อไป ตามยถากรรมของมัน… สู้ต่อไป… ฮ่วย!