Speaker Team of JoomlaDay Bangkok 2010

ผ่านมาได้อาทิตย์กว่าแล้วครับกับงานจูมล่าเดย์ประเทศไทยปี 2553 ที่จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ปีนี้มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันหลายอย่างเกิดขึ้นครับ อะไรๆ ก็ไม่เป็นไปตามแผนซักเท่าไหร่ แต่ที่แน่ๆ คือ ทีม Speaker ยังคงเหนียวแน่นเหมือนเดิม

ส่วนตัวผมปีนี้เหมือนจะได้มีโอกาสมีส่วนร่วมมากขึ้นจากคราวที่แล้ว แต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ ติดงานโน่นงานนี่ ทั้งชน ทั้งซ้อนกันไปมาจนสับรางไม่ค่อยทันครับ ปีนี้เลยอยู่หน้าฉากเป็น นายลุ่มล่ามแปลภาษาอยู่แค่วันแรกเดียวครับ ส่วนวันที่สองหลบหลังฉาก เพื่อเตรียมงานด้านเลี้ยงรับรองผู้บรรยายเช่นเคย

The Plan

จูมล่าเดย์คราวนี้ออกสตาร์ทนานพอตัวครับ คิดการใหญ่ตั้งแต่ต้นปีเลย จากความสำเร็จของ JoomlaDay Bangkok 2009 ที่จัดขึ้นสองวันที่ ม.ศรีปทุม นั้นได้ผลตอบรับที่ดีมากครับ มีคนมาร่วมงานกว่า 600 คนทั้งสองวันอย่างสม่ำเสมอตลอดวัน ทางทีมงานเลยคิดว่าอยากจะจัด JoomlaDay Bangkok 2010 ให้ใหญ่ขึ้นมาอีกครับ โดยแรกเริ่มเดิมทีตั้งเป้าไว้ที่สองวันเหมือนเดิม จำนวนคน 1,000 คนต่อวัน ค่าเข้าร่วมงาน 1,000 บาทต่อคน เพราะอยากให้ภาพลักษณ์ของการใช้งานจูมล่า หรือโปรแกรมโอเพนซอร์สนั้น มีมูลค่า สามารถใช้งานได้จริงทางธุรกิจในระดับมืออาชีพครับ ซึ่งผมเพื่อว่าเพื่อนๆ สายไอทีทุกคนที่ให้บริการลูกค้าจากโปรแกรมโอเพนซอร์สนั้น ประสบปัญหาเดียวกันคือ ลูกค้าไม่เห็นความสำคัญ และมูลค่าของโปรแกรมโอเพนซอร์ส จนมีเรื่องเล่าติดตลก แต่ขำฝืดต่างๆ นานา ราวกับว่าเราเป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงผลกำไรเสียอย่างนั้น

The Location

ออกตัวดีครับ ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานไว้ที่ 1,000 คน สถานที่ให้เลือกจัดงานจึงมีให้เลือกไม่มากนัก ดูโรงแรม และที่จัดเลี้ยงอยู่หลายที่ครับ สุดท้าย พี่บังและพี่นุ่น มาลงตัวอยู่ที่ โรงภาพยนต์สยามภาวลัย สยามพารากอนครับ เนื่องจากค่าใช้จ่ายต่างจากโรงแรมถึงเท่าตัวเลยทีเดียว รายละเอียดสามารถติดตามได้จาก akarawuth.com ครับ

The Preparation

ส่วนการเตรียมงานถือว่า “ลำบาก” กว่าปีก่อนๆ พอสมควรครับ ทั้งผู้ประสานงานด้านสยามภาวลัยก็แบบว่า เรื่องเยอะครับ กว่าจะเข้าไปจัดสถานที่ได้ เกือบตีหนึ่ง ขออันนั้นก็ไม่ได้ ขออันนี้ก็ไม่ได้ กลัวภาพลักษณ์ของโรงภาพยนตร์จะเสียหาย ขนาดโต๊ะเก้าอี้ทรงสูงด้านหน้าเวทีที่เห็นๆ อยู่หนะ ยังต้องเสียเงินเช่าเพิ่มเลยครับ ในราคาที่ซื้อของใหม่ได้เลย ฯลฯ

It’s a Theater, not a Seminar Facility

โรงภาพยนตร์ ก็เป็นโรงภาพยนตร์ครับ ไม่ใช่ห้องสัมมนา ถึงแม้ว่าเก้าอี้จะดีนั่งสบาย ตงแต่งภายในสวยหรูอลังการ แต่โปรเจคเตอร์ฉายหนัง มันก็มีไว้สำหรับฉายหนังอย่างเดียวครับ อ่านได้แต่จากแผ่น DVD เท่านั้น ไม่สามารถต่อจอจากเครื่องคอมพิวเตอร์ใดๆ ได้ครับ สุดท้ายต้องเช่าโปรเจคเตอร์ข้างนอกมาอีก ค่าใช้จ่ายบานขึ้นอีกครับ แต่ยังดีที่ได้จอใหญ่มโหฬารสะใจจริงๆ ส่วนปัญหาอีกอย่างของโรงภาพยนตร์ก็คือ ปลั๊กไฟสำหรับต่อโน๊ตบุ๊คครับ ถ้าคนมาถึง 500 คนจริงๆ คงจะไม่สะดวกเท่าไรนักครับ

The worst situation of crowd control

เหตุผลหนึ่งที่เลือกสยามพารากอนนั้นเพราะว่า อยู่ใจกลางเมือง ทุกคนเดินทางสะดวกแน่ๆ และของกิน ที่เที่ยวมากมาย และ ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องอาหารกลางวันครับ เลือกรับประทานกันได้ตามอัธยาศัย แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในการควบคุมฝูงชนครับ เพราะมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจอย่างอื่นมากมายครับ พอคนเดินลงบันไดเลื่อนไปก็หายไปละ ไม่รู้จะตามต้อนกลับมายังไง นอกจากนั้นยังดูแลผู้บรรยายได้ไม่ทั่วถึงด้วยครับ อาศัยว่างานโอเพนซอร์ส แต่ละคนดูแลตัวเองกันครับ ฮาาา

The Sponsor

เนื่องจากคิดการณ์ใหญ่ ใจถึงอย่างเดียวไม่พอ เงินต้องถึงด้วยครับ เพราะปีนี้สวนกระแส ออกมาจัดงานนอกสถานศึกษา จึงมีค่าใช้จ่ายด้านสถานที่แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ประจวบเหมาะที่ปีนี้ได้งบก้อนใหญ่มาจากทาง Microsoft และ HTC ครับ (http://joomladay.in.th/th/event-sponsors.html) และคิดแพจเกจสำหรับผู้สนับสนุนไว้มากมายครับ เสียดายที่ทางอาจารย์ ม.ศรีปทุม ที่เคยเกริ่นว่าอยากจะสนับสนุนงาน JoomlaDay 2010 ด้วยนั้น ลาคลอดครับ! โชคดีที่กลับมาทันครับ แต่ก็ติดต่อยากมาก… กว่าจะได้คุยใช้เวลาถึง 3-4 วัน สุดท้ายได้ใจความว่า ทำโครงการยื่นเสนอของบสนับสนุนผู้ใหญ่ไม่ทันครับ ปีนี้เลยชวดงบสนับสนุนจากทาง ม.ศรีปทุมไปครับ

แต่ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบครับ หาผู้สนับสนุนเจ้าอื่นไม่ง่ายเลยครับ ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะมีช่องทางที่น่าสนใจอยู่หลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำให้ฝันเป็นจริงได้ บทเรียนครั้งนี้ช่วยตอกย้ำความจริงได้ว่า หวังพึ่งหน่วยงานราชการไม่ได้จริงๆ ครับ จะเอาแต่ชื่อเสียงอย่างเดียว แต่ไม่มีงบประมาณให้ หลอกยกยอปอปั้นให้ภาคเอกชนประชาสัมพันธ์ไปให้เป็นที่รู้จัก แล้วสุดท้ายก็เปิดหลักสูตรอบรมตัดราคา และพยายามจะสร้างภาพลักษณ์ว่าการใช้งานโอเพนซอร์สนั้นฟรี เปรียบเสมือนของทิพย์ที่สวรรค์ประทานมายังหมู่มวลมนุษยชาติ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ครับ

แหม่พูดเหมือนจงเกลียดจงชังอะไรนักหนา บ่นมากไปก็เหมือนหมาขี้แพ้ ไม่มีปัญญาอยู่รอดในโลกทุนนิยม ผมไม่ได้รังเกียจทั้งหน่วยงาน ระบบ หรือตัวบุคคลหรอกครับ แค่ว่ามันบังเอิญที่ผลลัพท์ออกมาเป็นเช่นนั้น เอาเป็นว่าต่างคนต่างอยู่ดีกว่าครับ อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย

ทั้งๆ ที่ปีนี้ได้เตรียมสมาคม OSEDA ขึ้นมาเพื่อรองรับการจัดงานนี้โดยเฉพาะ แต่ด้วยเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่อาจพาดพิงถึงได้เกิดขึ้นมา ทำให้สายงานด้านการระดมทุนผู้สนับสนุนงานขาดช่วงไป เสียดายที่ผมต้องเดินทางไปเยอรมันพอดี พอกลับมาก็เหลืออีกเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น ก็จะถึงวันงานเสียแล้ว แต่ The show must go on ครับ พยายามเท่าที่ได้แล้วเข็นให้ผ่านไปก่อนครับ

The Visitors

นอกจากสายงานระดมทุนจะสะดุดแล้ว สายงานประชาสัมพันธ์ก็สะดุดเช่นกันครับ เลยทำให้ยอดผู้เข้าร่วมงานมีเพียงแค่ประมาณ 300 คนเท่านั้น แม้ว่าเราจะเปลี่ยนแผน ตั้งยอดผู้เข้าร่วมงานเหลือ 500 คนต่อวัน และลดค่าเข้าร่วมงานจาก 1,000 บาท เหลือ 890 แล้วก็ตาม แต่ดูเหมือนว่ากลุ่มคนเดิมนั้นเป็นระดับเบื้องต้นเสียมาก และค่าเข้าร่วมงานมูลค่า 890 นั้นสูงไปสำหรับคนกลุ่มนี้ครับ ทำให้คนน้อยลงมาก แต่อย่างน้อยเป็นตัวชี้วัดที่ดีและค่อนข้างชัดเจนครับ ว่าปีหน้ารูปแบบการจัดงานควรเป็นเช่นไร

The Speakers

ถึงแม้ปีนี้การจัดงาน อะไรๆ จะไม่ราบรื่นนัก แต่เรื่องผู้บรรยายที่จัดเต็มที่ทุกปีครับ ปีนี้มากันหลายชาติ หลายภาษาเลยทีเดียวครับ ทั้ง มาเลเซีย อินเดีย ออสเตรเลีย ฝรั่งเศษ เบลเยี่ยม อเมริกา ฯลฯ และยังมีจูมล่าจากลาว พม่า และฟิลิปปินส์ มาร่วมงานด้วยครับ ต้องขอยกย่องกำลังภายในของพี่บังจริงๆ ว่าสามารถชวนคนมาได้เยอะขนาดนี้ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยครับ

The Dinner

เครียดมามาก เรามาคุยเรื่องของกินมั่งดีกว่า ปีนี้ถึงแม้งานหน้าฉากผมจะน้อยลง แต่ยังพอมีประโยชน์กับเพื่อนๆ อยู่บ้างตรงเรื่องของกินครับ ฮ่าาา

Saturday Dinner – Best Beef อ่อนนุช

Best Beef On Nut - Image by EDT Guide

แน่นอนครับ ร้านนี้เป็นไอเดียของพี่บัง ผู้ชอบกินสัตว์ใหญ่เป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้วครับ งานนี้ยากตรงที่ทีมจากมาเลเซียเป็นอิสลามเคร่ง ที่ไม่กินสัตว์บกที่ไม่ได้ผ่านการเชือดตามพิธีกรรมทางศาสนาครับ งานนี้สัตว์น้ำจึงรับกรรมเป็นเต็มๆ ครับ ทั้งปลา ปลาหมึก กุ้ง เสียสละชีพเพื่อประเทศชาติอย่างมากมายครับ ส่วนทีมยุโรปไปหนักเบียร์ โดนไปหลายทาวเวอร์อยู่ครับ ฮาาา มันมาแพงตรงนี้แหละ

Sunday Dinner – Ban Khun Mae ร้านบ้านคุณแม่ สยามสแควร์

Ban Khun Mae at Siam Square - ร้านบ้านคุณแม่ สยามแสควร์

เชื่อมั้ยครับ เดี๋ยวนี้เวลาผมเดินเข้าห้างสรรพสินค้า ทั้งในเมืองนอกเมือง หาร้านอาหารไทย “ยากมาก” แต่ว่ามีร้านอาหารญี่ปุ่น “เยอะมาก” และมีมากกว่าร้านอาหารไทยแน่นอน ผมไม่รู้ว่าเราตกเป็นเมืองขึ้นด้านอาหารให้กับญี่ปุ่นไปเมื่อไหร่ แม้แต่ย่านสยามแสควร์ และพารากอน ก็ยังหายากครับ ผมขอเลือกว่าเป็นร้านอาหารไทย รสชาติดี ที่กินได้ทั้งไทยและเทศ สามารถเลี้ยงรับของแขกต่างชาติได้ ในราคาที่สมเหตุสมผล เอาเข้าจริงๆ หายากนะครับ อย่างร้านนี้ผมยังถือว่าราคาสูงนะครับ แต่ยังยอมรับได้เทียบกับคุณภาพ และความประทับใจของแขกต่างประเทศที่เราเลี้ยงรับรอง เพราะเค้าจัดร้านได้ไทยจริง รสชาติดี ไม่จัดจนเกินไป ตกแต่งร้านภายในดีทีเดียวครับ เอาเป็นว่าพาแขกมาเลี้ยงแล้วไม่อายใครแน่นอนครับ