รักชีวิต อย่าคิดสู้เมีย

คำว่า “ผมขายครับ” คงจะไม่ต่างจากนิยามของผมในปีนี้เท่าไหร่นัก เมื่อค้นพบว่าสิ่งที่ตัวเองพยายามหลักหนีมาอยู่หลายปี คือสิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ตอนนี้ผมเป็นพนักงานขายเต็มตัวแล้วครับ

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียวก็สิ้นปีเสียแล้ว แต่เป็นสิ้นปีที่รู้สึกแก่ที่สุดในชีวิต เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอายุเกินสามสิบมาแล้ว 1 วัน

ปีนี้เป็นเป็นอีกปีหนึ่งที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในชีวิต แต่ถือว่าเป็นปีที่หน้าที่การงานมีความเปลี่ยนแปลง และมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดครับ แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ก็เหมือนกับว่า จริงๆ แล้วในปีหนึ่งๆ ก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเยอะแยะอย่างนี้นี่แหละ สิ่งที่แตกต่างกลับเป็นตัวเราเอง ที่เริ่มแก่ขึ้น และมองเห็นภาพรวมและความเป็นไปของชีวิตชัดเจนขึ้น

การงานที่เปลี่ยนแปลงทำให้เวลาส่วนตัว ที่ใช้กับการอัพเดทบล็อกลดน้อยลง จะเห็นได้จากบล็อกล่าสุดที่ผมเขียนนี่ตั้งแต่ปลายมีนาคมที่ผ่านมา เหมือนว่าจะเป็นข้ออ้างว่าไม่มีเวลาครับ แต่ใช่ครับ มันเป็นข้ออ้าง ข้ออ้างที่ว่า คุณมีเวลาตอนหัวค่ำสามสิบนาที คุณจะใช้มันในการทำงานได้มากขึ้นอีกหนึ่งชิ้น หรือพาภรรยาคุณไปช๊อปปิ้ง หรืออยู่เล่นกับลูกก่อนเค้าจะหลับ หรือจะเขียนบล็อกของตัวเอง ในหนึ่งปี คุณมีโอกาสอย่างนี้อยู่ 365 ครั้ง เท่าๆ กันทุกคน แต่ว่าคุณจะเลือกมันใช้ทำอะไรหละครับ… ฮ่าๆๆ…

Unholy Man in the Holy Land

Holy Roof in the Holy Land

หากจะเรียงลำดับเหตุการณ์ในปีนี้ คงต้องเริ่มจากต้นเดือนเมษายน ที่ได้มีโอกาสไปประเทศอิสราเอลอีกครั้ง เพื่อไปประชุม Agent Meeting กับบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรที่บริษัทผมเป็นตัวแทนจำหน่ายครับ ถือเป็นครั้งที่สองที่ผมไปเหยียบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชาวคริสต์และอิสสลาม โดยที่ผมไม่ได้ซาบซึ้งอะไรเลย เพราะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางศาสนาคริสต์เข้าใกล้ศูนย์ ได้แต่ฟังมัคคุเทศน์ผู้เชี่ยวชาญคอยบรรยายให้ฟัง และคนอื่นๆ ต่างพยักหน้า และจินตนาการตามกันได้อย่างซาบซึ่งใจ ข้าพเจ้าจึงถือเป็นคนบาปในแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง

I do Blow Job

Blown film line alignment from take-off to the die head

หลังจากกลับมาจากอิสราเอล ผมก็ติดงานติดตั้งเครื่องจักรอยู่แถวสมุทรสาคร อยู่ตลอดเดือนพฤษภาคม เป็นเครื่องเป่าฟิล์มพลาสติก (Blown Film Line) จากประเทศเยอรมัน เจ้าของโรงงานเป็นคนใต้เชื้อสายจีน หัวหน้างานเป็นคนไทยสำเนียงใต้ และพนักงานเดินเครื่องเป็นชาวต่างประเทศ ฝั่งตะวันตกของจังหัวดกาญจนบุรี เพื่อนบ้านของเรา ผมขอไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่หลังจากติดตั้งเสร็จได้ไม่ถึงอาทิตย์ พนักงานต่างประเทศฝีมือดีของเรา ขับรถฟอร์คลิฟท์พุ่งชนส่วนท้ายของเครื่องจักร ขยับออกจากตำแหน่งไปเกือบหนึ่งเมตร!!! โชคดี ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โครงเครื่องเสียหายเล็กน้อย และไม่มีผลกระทบต่อส่วนสำคัญของตัวเครื่อง แต่ผมสามารถผมพูดได้อย่างเต็มปากว่า “ผมเป่าครับ”

Dorsal Carpal Ganglion

Dorsal Carpal Ganglion

สืบเนื่องจากความซนของกระผมตั้งแต่วัยเด็ก ข้อมือผมทั้งสองข้าง มีถุงน้ำเล็กๆ อยู่ ซึ่งปกติมันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรหรอกครับ นอกจากไม่สามารถตั้งฝ่ามือ แล้วออกแรงดันได้เต็มที่ เพราะถุงน้ำจะไปกดทับเส้นประสาททำให้รู้สึกเจ็บ สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าต้องจัดการกับมันซักที จึงขอให้คุณหมอหนุนนัดคุณหมอผ่าข้อมือให้ เชื่อหรือไม่ก็ตาม ผมได้มีโอกาสผ่ากับคุณหมอมือหนึ่งของประเทศ เรื่องมือๆ ครับ อ. สายชล ว่องตระกูล ที่โรงพยาบาลศิริราช ท่านเป็นหมอผู้เชี่ยวชาญเรื่องมือโดยเฉพาะ อันดับหนึ่งของประเทศไทย

ผมจึงไม่รอช้าครับ เริ่มจากมือขวาก่อนเลยครับ สารภาพว่าตอนเข้าห้องผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต ก็ปอดแหกอยู่เหมือนกันครับ ถ้าเลือกได้คงไม่อยากเข้าไปอีก ฮ่าๆๆ เช้านั่งแท็กซี่ไปโรงพยาบาลศิริราช เข้ารับการผ่าตัด 15-20 นาทีเสร็จ พักซักครู่ ก็นั่งแท็กซี่กลับบ้าน ทั้งง่าย ทั้งไวเหมือนโกหก แถมค่าใช้จ่ายแค่ประมาณ 4,000 -5,000 บาทและเบิกสิทธิ์ประกันสังคมได้ 100% อีกต่างหาก ไม่ต้องเสียซักบาท ที่น่ารำคาญก็แค่ต้องให้ยาฆ่าเชื้อประมาณหนึ่งสัปดาห์แค่นั้นแหละครับ ซึ่งมันต้องฉีดที่มือซ้าย เพราะมือขวามีแผลผ่าตัดอยู่ เลยเหมือนได้มีโอกาสเกิดเป็นภาระอีกครั้ง ใช้ไม่ได้ทั้งมือซ้าย และมือขวา ฮ่าๆๆ

ทุกอย่างผ่านไปเหมือนจะดี พอหนึ่งเดือนให้หลัง มือก็เริ่มบวมขึ้นมาใหม่!!! เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น ข้อมือเริ่มอักเสบอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง!!! เอ้ย! สันนิษฐาณว่า น่าจะเกิดจากไหมละลายหลุดก่อนเวลาอันควร เป็นสาเหตุของการอักเสบอีกครั้งนึงครับ คราวนี้หนักกว่าคราวแรกเยอะ เนื่องจาก อ.สายชล คิวทองสมกับเป็นคุณหมอมือหนึ่งมาก เลยจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดรอบสอง อย่างเร่งด่วน ไม่สามารถรอจนถึงคิวของโรงพยาบาลศิริราชได้ จึงต้องเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาลธนบุรีแทน เข้าไปวันแรกห้องพักผู้ป่วยแบบธรรมดาเต็มหมด จึงต้องพักห้องพิเศษแบบ VIP (Very Irritating Person) คืนละเก้ากันกว่าบาท และใช้บริการห้องผ่าตัดของโรงพยาบาลธนบุรี คราวนี้เรื่องยาวเลยครับ เพราะว่าผ่าตัดคราวนี้เรียกว่าผ่าตัด “ดูดหนอง” ออก (โอววว แม่เจ้า) และจำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่อีกหลายคืน จากคราวที่แล้วค่าใช้จ่าย 4,000 – 5,000 บาทเบิกประกันสังคมได้หมด คราวนี้กลายเป็น 40,000 – 50,000 บาท ออกค่าใช้จ่ายเอง เพราะไม่ครอบคลุมในสิทธิ์ประกันสังคมแล้ว T.T แต่โชคยังดีครับ ที่ยังเบิกบริษัทได้อยู่ แต่ยังไงก็ยังต้องเป็นภาระอีกเป็นอาทิตย์ เพราะยังคงต้องคาเข็มฉีดยาที่มือซ้าย และคาเฝือกอ่อนที่มือขวา ทำเอางานนี้ผมเข็ดการผ่าตัดไปเลยครับ

ด้วยเหตุการณ์นี้ ทำให้ตัวข้าพเจ้าห่างหายไปจากการเล่นดนตรีอยู่หลายเดือนเลยครับ

I am a salesman

อีกเหตุการณ์สำคัญในปีนี้ ที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ พี่เอกที่ทำงานอยู่ด้วยกันเป็นสิบปี ลาออก! เป็นสิ่งที่ผมไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น และไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าครับ ดังที่พระพทุธเจ้ากล่าวไว้ว่า ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป แป็บๆ พี่เค้าก็มาบอกว่า จะลาออก แป๊บๆ อ่าวถึงวันเลี้ยงส่งแล้ว แป๊บๆ อ่าว… พี่เค้าออกไปแล้ว! แต่เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่ดีกับทุกคนครับ พี่ที่ลาออกไป ก็ไปอยู่กับบริษัทต่างชาติที่บริษัทของเราเป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ พี่เค้าก็มีโอกาสขยับขยายในหน้าที่การงาน ดูแลลูกค้าทั้งเอเชียอาคเนย์ ได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อยขึ้นมาก ได้รับประสบการ์ใหม่ๆ มากมาย ถือเป็นงานที่ท้าทายมากครับ แถมยังได้ร่วมงานกันอยู่เหมือนเดิม เพราะว่าบริษัทของเราก็ยังคงเป็นตัวแทนจำหน่ายของบริษัทต่างชาตินี้อยู่ แถมมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกันมากขึ้นอีก เพราะคนที่เราติดต่อด้วยเป็นคนไทยด้วยกัน ที่รู้จักกันมานาน ในส่วนของตัวผมเอง ก็เปรียบเหมือนคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น มัวแต่ตั้งท่าจะหัดว่ายน้ำอยู่ตั้งนาน แต่ก็ยังไม่ยอมว่ายเองเสียที โดนยึดห่วงยาง แล้วโดนถีบลงคลองให้ตะเกียกตะกายว่ายน้ำเองให้เป็น (ในชีวิตจริง มันไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอกครับ เพราะยังไงผมก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากทั้งพี่ พ่อ และครอบครัวอยู่มาก)

จริงๆ แล้วที่ผมไปทำบริษัทไอทีกับเพื่อน หรือไปทำบริษัทของตัวเอง เป็นเพราะผมพยายามหนีงานขายมาตั้งหลายปีครับ เพราะผมกลัวครับ กลัวที่จะต้องรับผิดชอบยอดขาย กลัวที่จะต้องคุยเรื่อง เงินๆ ทองๆ กับลูกค้า กลัวที่จะถูกตั้งความหวังในการหารายได้เข้าบริษัท แต่สุดท้ายมันก็หนีไม่พ้นครับ ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน สุดท้ายลมหายใจของบริษัท หรือบุคคล ก็ยังคงเป็นรายรับอยู่ดี ถ้าอยากให้บริษัทอยู่รอด ก็ต้องให้ความสำคัญของงานขายมาเป็นอันดับหนึ่ง

ผมใช้เวลาปรับตัวอยู่ครึ่งปีครับ ด้วยความช่วยเหลือของพี่เอก และคุณพ่อ ทำให้ตอนนี้การทำงานด้านงานขายเริ่มเข้าร่องเข้ารอย จากความกลัว ก็กลายเป็น กลัวๆ กล้าๆ จนตอนนี้ต้องออกแนวหน้าด้านอีกหน่อย… ฮ่าๆ… ยังไม่ง่ายขนาดนั้นครับ แต่อย่างน้อยตอนนี้ผมก็มีความมั่นใจมากขึ้นเยอะ ในการติดต่อลูกค้าปัจจุบัน หากลูกค้าเค้ารู้จักเราหรือรู้จักสินค้าอยู่แล้ว ไม่มีปัญหาครับ เพราะส่วนใหญ่เค้าจะอยากคุยกับเรา เราก็แค่กล้าที่จะคุยกับเค้า คุยในสิ่งที่เค้าอยากคุยด้วย และก่อให้เกิดธุรกิจทั้งสองฝ่าย แต่ผมก็ยังปอดแหกอยู่สำหรับลูกค้าใหม่ๆ ที่ไม่รู้จักกัน หรือไปเสนอสินค้าที่เค้าไม่ได้สนใจในตอนแรกครับ งานนี้คงต้องค่อยๆ อาศัยสั่งสมประสบการณ์ ความกล้า และความหน้าด้านไปครับ ฮ่าๆ

ผมถือว่ายังโชคดีครับ ปีนี้เป็นปีที่เครื่องจักรขายดีมาก โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง ยอดขายสวนกระแสน้ำท่วมสุดๆ ออเดอร์แรกในชีวิตของผม เกิดขึ้นตอนน้ำท่วมครับ ลูกค้าเจ้าที่ผมไม่คาดคิดว่าเค้าจะซื้อ โทรเรียกให้เข้ามาคุยด้วย ซึ่งตอนนี้ผมหนีน้ำท่วมมาอยู่ชะอำ และเป็นช่วงที่ข่าวประกาศว่าน้ำกำลังจะมาถึงถนนพระรามสอง ผมขอเลื่อนการประชุมถึงสองครั้งแต่ไม่สำเร็จ ลูกค้ายืนยันที่จะให้มาพบตามที่นัดหมายไว้ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน สุดท้ายก็ต้องยอมลูกค้าครับ จึงขับรถมาจากชะอำ มาประชุมที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลี นั่งประชุมตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น นั่งคุยเรื่องเทคนิคอยู่ครึ่งวัน บ่ายต่อรองราคา และโทรติดต่อต่างประเทศเพื่อต่อรองราคาสุดท้าย อ้าวเห้ย! ขายได้แฮะ! งานนี้ช่วยปลุกความฮึกเหิมในการใช้ชีวิตเป็น salesman ของผมได้ดีมากครับ ต้องขอขอบคุณ คุณพ่อที่พยายามเคี่ยวเข็ญให้ผมมาขายอยู่ตั้งหลายปี พี่เอกที่คอยสันบสนุนผมมาโดยตลอด และคุณลูกค้าที่หยิบยื่นโอกาสให้ผมในชีวิตการขาย ตอนนี้ผมสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ผมขายครับ”

Finale

Happy New Year 2012

เวลาครึ่งปีหลังผ่านไปไวมากครับ งานเยอะขึ้นมากในช่วงเวลาที่พี่ที่ทำงานลาออกไปหนึ่งคน เผลอแป๊บเดียวก็สิ้นปีแล้วครับ ลูกชายก็ใกล้จะสองขวบแล้ว ปีหน้าก็เตรียมเข้าอนุบาลแล้ว คุณหมอหนุนก็ใกล้จะจบ Resident 3 แล้ว เดี๋ยวก็เรียน Fellowship ต่อแล้ว ยิ่งช่วงน้ำท่วมยิ่งทำให้ตารางงานปลายปีปั่นป่วนไปหมด เดือนธันวาคมที่ผ่านมาจึงเป็นเดือนธันวาคมที่วุ่นวายกว่าทุกๆ ปี เพราะงานที่คั่งค้างจากเดือนพฤศจิกายน มาทับซ้อนกับตารางงานเดิมของเดือนธันวาคม แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดีครับ มีงานค้างไปจนถึงปีหน้าเล็กน้อย แต่ก็คงจะผ่านไปด้วยดีอีกเช่นกัน

ปลายปีจึงถือโอาสซัดเต็มรวบยอดทำบุญบริษัทฟิกกาไบท์ วันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมา และ ทำบุญวันเกิดวันที่ 30 ธันวาคม ที่ผ่านมาครับ ถึงแม้จะได้ยินข่าวร้ายว่า พระศาจารย์สยามที่วัดจำปา ท่านอาพาทกระทันหัน แต่มีโอกาสได้พบกับพระหนุ่มผู้น่าเลื่อมใสแทน พร้อมกับพรจากพระแทน ส.ค.ส. ปีใหม่ที่น่าจดจำครับ “ครองตน ครองคน ครองงาน” จงดำรงตนอย่างมีสติ รู้หน้าที่ตนในแต่ละวาระ จงนั่งอยู่ในหัวใจผู้อื่น อย่านั่งอยู่บนหัวผู้อื่น จงใส่ใจในงานดังเลี้ยงดูบุพการี เมื่อองค์กรดีพนักงานก็จะร่มเย็นเป็นสุข ท้ายนี้ขอสวัสดีปีใหม่ และมีความสุขโดยทั่วกันครับ