Namaz the first moment

ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนาน เพราะลูกคนโตต้องการคนเอาใจใส่มากขึ้น แถมภรรยาก็ท้องลูกคนที่สอง เพราะฉะนั้นฝันไปซะเถอะครับที่จะมีเวลาเป็นของตัวเอง โผล่มาอีกที ฮ่าาา… ผมมีลูกสาวแล้วครับ

The Pregnancy

นางพญาพังแป้น ท้องแก่เดือน ๕

ท้องนี้ผมถือว่าเรามีประสบการณ์มากขึ้น ไม่ตื่นตระหนกเหมือนท้องแรก (พูดเหมือนเป็นคนอุ้มท้องเสียเอง) เลยอาจทำให้ดูเหมือนปล่อยปะละเลย ไม่ค่อยได้บันทึกข้อมูลอะไรเท่าไหร่ แถมบันทึกชีวิตระทึกของน้องนโมก็ไม่ค่อยได้เขียน เพราะชีวิตจริงมันระทึกมาก กว่าจะเอาเข้านอนได้แต่ละวัน ไหนจะต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปส่งคุณหมอทำงานอีก ปีนี้ถือว่าเหนื่อยครับ งานเยอะตลอดทั้งปี แต่ก็มีความสุขดีครับ

จริงๆ แล้วผมกับคุณหมอหนุนก็มาฝากครรภ์ตามปกติ และมาตรวจตามกำหนดตามเงื่อนเวลาทุกครั้ง และเมื่อรู้ว่าเราได้ลูกสาวเมื่อตอนทำอัลตร้าซาวน์ช่วงเดือนที่ 6 ผมก็ดีใจครับ เพราะจริงๆ แล้วตอนแรกสุดผมอยากได้ลูกสาว เพราะคิดว่าลูกชายน่าจะซน และเลี้ยงยากกว่า ทั้งๆ ที่หลายคนก็บอกว่าลูกชายเลี้ยงง่ายกว่าเยอะ

แต่พอถึงเวลาได้ลูกสาวเข้าจริงๆ ผมก็เริ่มปอดแหก เพราะเริ่มชินกับความซนอันแสนสรวญเสเฮฮาของลูกชายแล้ว เลยไม่รู้ว่าการเลี้ยงลูกสาว โดยเฉพาะเรื่องการดูแลสุขอนามัยนั้น จะยากขนาดไหน (จริงๆ วันนี้ก็เจอป๊าดไปหนึ่งดอก ถึงกับทำอะไรไม่เป็นเลยทีเดียว ต้องกดเรียกพี่พยาบาลมาช่วย)

หมอหนุนก็มีความอยากกินอาหารเฉพาะอย่างตามประสาคนท้อง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามช่วงเวลา บางทีอยากกินข้าวมันไก่ (อย่าหาอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้าวมันไก่ให้กินเชียวนะ) แต่ที่อยากมาโดยตลอด แต่หาให้ไม่ค่อยได้คือ ขนมปังปิ้งแบบ มนต์นมสด… ครับเค้ามาเปิดสาขาข้างรพ. ธนบุรีแล้ว ไม่ต้องถ่อสังขารไปถึงถนนดินสอ แต่ลูกค้าก็มีดฟ้ามัวดิน จนไม่อยากเข้าไปซื้อ นอกนั้นก็จะมีความอยากกินอาหารเฉพาะเจาะจงที่ตัวร้านอาหาร บางทีไปติดๆ กันเป็นอาทิตย์จนเบื่อกันไปข้างนึง

พังแป้น ท้องโอฬาร

ด้วยความเจริญอาหารขั้นสูง ประกอบกับประสบการณ์ตรงว่า “ฉันกินได้เต็มที่โดยไม่ต้องกลัวอ้วน ก็เฉพาะตอนท้องเท่านั้นแหละ เดี๋ยวพอคลอด เลี้ยงลูกเอง ให้นมเอง ฉันมั่นใจว่าน้ำหนักฉันจะลงมาเท่าเดิมภายใน 6 เดือนแน่นอน” คุณหมอหนุนก็เลยจัดเต็มครับ ตั้งแต่เดือน 3 ยันเดือน 9 น้ำหนักแม่เลยขึ้นมาจาก 45 กิโลกรัม จนเกือบ 80 กิโลกรัม หรือขึ้นมามากกว่า 30 กิโลกรัมครับ โดยเฉพาะตั้งแต่เดือน 6 เป็นต้นมา ทั้งเพื่อนๆ หมอเด็ก อาจารย์หมอเด็ก หรือแม้แต่อาจารย์หมอสูติยังทักว่า เอ๊ะ นี่เธอใกล้คลอดแล้วนี่นา เธอนับอายุครรภ์ผิดรึป่าว เพื่อนคุณหมอหนุนก็เลยตั้งชื่อให้ว่า “พังแป้น”

The Contraction

Dr. Noon to delivery room

อาทิตย์ก่อนคุณหมอมีอาการความดันสูง และเหมือนมีอาการครรภ์เป็นพิษกระทันหัน เลยเข้ามานอนรพ. ศิริราช อยู่ 1 คืน เพื่อเป็นการซักซ้อมก่อนคลอดจริง พอความดันลง และผลตรวจปัสสาวะเป็นปกติก็กลับบ้านมาเล่นกับลูกได้อีกอาทิตย์นึง จนกระทั่งเมื่อคืนนี้ (30 พ.ย. 2555) เริ่มมีอาการมดลูกบีบรัดตัวถี่ขึ้น เลยเข้ามาตรวจที่โรงพยาบาล คราวนี้คุณหมอไม่ยอมปล่อยกลับบ้านแล้วครับ เตรียมห้องผ่าตัดเพื่อผ่าคลอดในคืนนั้นเลย

The Father Boundary

The Father Boundary

พอเจ้าหน้าที่เข็นคุณหมอหนุนเข้าไปในห้องผ่าตัด ผมก็ได้แต่นั่งรออยู่หน้าห้อง และนี่คือขอบเขตของความสัมพันธ์และผูกพันระหว่างแม่และลูก ที่ผู้เป็นพ่อไม่มีวันก้าวข้าม และเข้าถึงได้ครับ ทั้งความเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์ ช่วงเวลาเจ็บท้องคลอด และนาทีชีวิตที่ให้กำเนิดลูกออกมา ตลอดจนกระทั่งการพักฟื้นหลังคลอด ควบกับการให้นมบุตรไปด้วย ผมถือว่านี่คืออภิสิทธ์พิเศษที่ธรรมชาติสร้างขึ้น และสงวนไว้ให้ผู้เป็นแม่เท่านั้น เราผู้เป็นพ่อทำได้เพียงให้กำลังใจ และช่วยดูแลเท่านั้น อยากจะแบ่งเบาความเจ็บมายังทำไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้นรักแม่ และรักเมียให้มากๆ นะครับ (รักแต่เมียตัวเองก็พอนะครับ ไม่ต้องเผื่อแผ่ความรักให้เมียคนอื่น)

The Delivery

Namaz the First Contact

อาจารย์หมอพรพิมลเป็นผู้ทำคลอดให้ครับ เริ่มผ่าตอนประมาณตีหนึ่งยี่สิบนาที (เช้ามืดของวันที่ 1 ธันวาคม 2555 เวลา 01:20) เด็กคลอดเป็นทางการเวลา 01:41 น. วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ตรงกับวันแรม 3 ค่ำ เดือน 12 ปีมะโรงครับ

เนื่องจากท้องแรกนั้นเด็กไม่กลับหัว และมีความจำเป็นต้องทำคลอดแล้ว จึงจำเป็นต้องผ่าคลอด และเมื่อท้องแรกผ่าคลอดแล้ว ท้องถัดไปจึงต้องผ่าคลอดด้วย เพราะมดลูกมีแผลผ่าตัด และอาจฉีกขาดได้หากเบ่งคลอดตามธรรมชาติ ตอนท้องแรกนั้นใช้เวลาทำคลอดแค่ 4 นาทีครับ แต่ท้องนี้ใช้เวลา 20 นาที น่าจะมาจากมีความจำเป็นต้องผ่าพังผืดที่เกิดจากการผ่าคลอดครั้งแรกไปครับ และใช้เวลาในการเย็บแผลปิดนานขึ้นด้วย

ตอนคลอดน้องนโมนั้น ผมกับน้องโบ๊ต เพื่อนร่วมงานที่ figabyte มานั่งรอกันหน้าห้องคลอดครับ พอคลอดเสร็จเจ้าหน้าที่ถึงจะเข็นทั้งแม่และลูกออกมาให้ดู และมีโอกาสเห็นแค่ในรถเข็นครับ โชคดีที่ผมสามารถฝากมือถือ ให้เพื่อนหมอของหมอหนุนเข้าไปถ่ายวิดิโอให้ได้ เลยได้มีโอกาสเห็นตอนคลอดครับ

ส่วนตอนคลอดน้องนมัส เหลือผมคนเดียวมาเฝ้าหน้าห้อง ไม่มีวิดิโอ แต่ก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่คุณหมออาร์ม เพื่อนของหมอหนุน เป็นหมอเด็กแรกเกิด และมารับเด็กให้ หลังจากทำคลอดเสร็จเรียบร้อย เด็กแข็งแรงปลอดภัยดี (หนัก 3,320 กรัม) คุณหมออาร์มก็กวักมือเรียกผมเข้าไปให้ห้องคลอด ตอนนั้นน้องนมัสห่ออยู่ในผ้าเรียบร้อยแล้วครับ และอาจารย์หมอกำลังเย็บแผลปิดหน้าท้องหมอหนุนอยู่ (หมอหนุนลืมบอกให้อาจารย์เจาะสะดือให้ด้วยไปเลยในคราวเดียว) ผมเลยมีโอกาสเข้ามาให้กำลังใจหมอหนุน และได้อุ้มลูกสาวคนแรกของเราครับ

Namaz, dawn of the daughter

Namaz, dawn of the daughter

ช่วงที่ตั้งท้องก่อนที่จะรู้ว่าเป็นลูกชายหรือลูกสาว ผมกับหมอหนุนตั้งชื่อเรียกไว้ว่า “นมัส” ครับ เพื่อให้คล้องทั้งคำเรียก และความหมายกับ “นโม” ซึ่งแปลว่าให้ความนอบน้อม และเคารพทั้งคู่ พอรู้ว่าเป็นลูกสาว เราก็รู้สึกว่าคำนี้จะกระด้างไปสำหรับผู้หญิงรึเปล่า แต่จนแล้วจนรอดก็ยังคิดชื่อเล่นอื่นไม่ออกครับ ก็เลยตัดสินใจว่าใช้ชื่อ “นมัส” ต่อไปนี่แหละ ส่วนชื่อจริงนั้น ช่วงอาทิตย์ก่อนคลอด คุณหมอหนุนฝันเห็นพระท่านมาตั้งชื่อให้ ท่านบอกให้ฝันว่า “ไม่ต้องตั้งชื่ออื่นหรอก เขามีชื่ออยู่แล้ว ชื่อ กิตรา” ซึ่งผมเข้าใจเอาเองว่ามาจากคำว่า กิตติ หรือ เกียรติ เหมือนกัน และก็คล้องกับ กิตติพิชญ์ ดี แถมวันคลอดตรงกับวันเสาร์ ซึ่งตัวอักษรก็ลงคล้องจองกันดีครับ แต่หมอหนุนมีความรู้สึกว่า ชื่อ “กิตรา” มีตัวอักษรน้อยไปหน่อย และรวมตัวเลขแล้วยังเป็นเลขไม่สวย (ตามหลักการตั้งชื่อ ซึ่งผมไม่เข้าใจอะไรเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่ไป) เลยเพิ่มคำเข้าไป เป็นชื่อ กิตราภา ครับ ซึ่ง เป็นคำผสมของคำว่า กิตรา (เกียรติ) กับ อาภา (แสงสว่าง) ซึ่งมีความหมายที่ดี และคล้องกับ กิตติพิชญ์ กิตราภา มากขึ้น และรวมตัวเลขจากตัวอักษรแล้วเป็นตัวเลขที่ดีครับ เพราะฉะนั้นชื่ออย่างเป็นทางการเป็นดังนี้ครับ

ด.ญ. กิตราภา ศรีประพฤทธิ์ชัย (นมัส)
วันเสาร์ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๑.๔๑ น.
แรม ๓ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีมะโรง
เพศหญิง น้ำหนัก  ๓,๓๒๐ กรัม
โรงพยาบาลศิริราช

Kitrapa Sripraprutchai (Namaz)
Saturday 1st December 2012 at 01:41 am
Female, 3,320 g
Siriraj Hospital

พระผงวัดปากน้ำ เนื้อสีเขียว รุ่นศิริราช ๑๒๐ ปี

พระผงวัดปากน้ำ เนื้อสีเขียว รุ่นศิริราช ๑๒๐ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑

เนื่องด้วยคุณหมอหนุน และครอบครัวมีความผูกพันกับศิริราชมานาน และมักจะได้สิทธิประโยชน์จากการเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้เราได้รับค่าลดหย่อนอยู่บ่อยครั้ง เวลาที่ผม หรือน้องนโมป่วย ต้องนอนโรงพยาบาล แถมปีนี้น้องนโมก็ป่วยบ่อยได้โล่เสียจริงๆ ผมเลยใช้วิธีตอบแทนโรงพยาบาลโดยการไปบริจาคที่ศิริราชมูลนิธิ ตามกำลังทรัพย์ที่มี ตามเงื่อนเวลานั้นๆ เวลาไปบริจาคนั้น ผมก็เห็นใบโฆษนาประชาสัมพันธ์ของวัดปากน้ำ ที่จัดทำพระผงให้บูชา รายได้สบทบทุนให้กับศิริราชมูลนิธิ เพื่อผู้ป่วยยากไร้โดยเฉพาะ เห็นมาตั้งแต่กลางปี และตั้งเป้าหมายไว้ว่าปีนี้จะบูชามาให้ได้ แต่มันเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับผม เลยรอใกล้ๆ ปลายปี ประจวบเหมาะกับน้องนมัสคลอดพอดี ผมเลยถือโอกาสนี้ บูชาพระผงเนื้อสีเขียว มาเก็บไว้ให้เป็นพระของขวัญให้น้องนมัสเสียเลยครับ

ผมจึงอยากจะเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา หากสนใจ พระของขวัญวัดปากน้ำ รายได้มอบให้ศิริราชมูลนิธิ เพื่อผู้ป่วยยากไร้ สามารถมาบริจาคกันได้เลยครับ รายละเอียด สามารถดูได้ตามลิงค์ด้านล่างครับ

http://www.si.mahidol.ac.th/th/sic/news_detail.asp?n_id=1924

ขอเชิญสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค และรับพระผงวัดปากน้ำ รุ่น “ศิริราช ๑๒๐ ปี” เป็นของขวัญ

โรงพยาบาลศิริราช พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์ หลวงพ่อพระมงคลเทพมุนี (หลวงพ่อวัดปากน้ำ) และสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขอเชิญสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค และรับพระผงวัดปากน้ำ รุ่น “ศิริราช ๑๒๐ ปี” เป็นของขวัญ ซึ่งมีด้วยกัน 2 แบบ คือ

  • แบบที่ 1 พระผงเนื้อขาว มวลสารดอกไม้ ตามแบบฉบับของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
  • แบบที่ 2 พระผงเนื้อสีเขียว มวลสารเกสรดอกไม้ ตามแบบฉบับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ส่วนผสมจากผงจิตรลดา ผงพระพุทธเมตตา และผงพระพุทธคุณที่ใช้จัดสร้างพระผงสมเด็จศิริราช ๑๐๐ ปี

The Recovery

The VIP Patient Room – Luxury like a 4-star Hotel

หลังจากผ่าตัดคลอดเสร็จเรียบร้อย ทั้งแม่และเด็กปลอดภัย แข็งแรงดี น้องนมัสก็ถูกส่งตัวไปรอที่ห้องเด็กแรกเกิด ส่วนคุณแม่ก็ถูกส่งมานอนพักที่ห้องพักฟื้นเพื่อสังเกตุอาการอีก 2 ชั่วโมง จากนั้นก็ไปนอนพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วยพิเศษรวม (4 คนต่อ 1 ห้อง) เป็นเวลา 1 วันเพื่อรอห้องเดี่ยวพิเศษว่าง ส่วนตัวผมไม่ค่อยได้มีโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวต่างจังหวัดบ่อยครั้งนัก มักจะตามคุณหมอหนุนไปสัมมนาต่างจังหวัดเสียมากกว่า แต่คุณหมอหนุนต้องอุ้มท้องอยู่ตั้งแปดเก้าเดือน ไหนจะเจ็บแผลผ่าคลอด และต้องให้นมลูกอีก โอกาสอย่างนี้มีไม่บ่อยนักในชีวิต ผมเลยอยากให้คุณหมออยู่สบายที่สุดครับ ตอนท้องแรกห้องเดี่ยวพิเศษที่ศิริราชยังทำไม่เสร็จ เลยนอนอยู่ห้องเดี่ยวธรรมดา (จริงๆ ห้องเดี่ยวธรรมดาก็ดีมากแล้วครับ สำหรับการพักฟื้น) ส่วนท้องนี้มีห้องเดี่ยวพิเศษให้เลือกแล้วครับ หรูหราอย่างกับโรงแรมสี่ดาวแหนะ แค่ว่าออกไปแรดไหนไม่ได้แค่นั้นเองครับ ท้องนี้ก็ถือว่าโชคดีครับ เนื่องจากน้องนมัสคลอดเช้ามืดวันเสาร์ ผมเลยมีโอกาสอยู่ดูแลทั้งแม่และลูกติดต่อกันตั้งแต่หลังคลอดตลอดเสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ครับ

น้องนมัสมีพังผืดใต้ลิ้น (Tongue Tie) เหมือนพี่นโมครับ พอคุณหมอหนุนพักฟื้นครบสามวันก็พาลูกไปคลินิกให้นมบุตร และพาน้องนมัสไปตัดพังผืดใต้ลิ้นครับ หลังจากตัดพังผืดใต้ลิ้นก็ดูดนมเก่งขึ้นพอสมควรครับ

The Delicate of the Daughter

มีเพื่อนร่วมงานที่มีลูกสาวเคยบอกผมไว้ว่า ลูกสาวจะมีความอ่อนละมุน เรียบร้อย สง่างาม ไม่ก๋ากั่นเหมือนลูกชาย ผมก็ฟังเอาไว้ครับ พอได้มีลูกสาวเป็นของตัวเองเข้าจริงๆ แล้วใช่เลยครับ น้องนมัสจะชอบนอนอยู่นิ่งๆ เงียบๆ ใครมาเยี่ยมเสียงดังโวยวายยังไงก็ไม่สนใจ พอหิวก็ร้องเบาๆ กินนมเสร็จเสร็จแล้วก็นอนนิ่งๆ เรอก็เรอเบาๆ จนไม่รู้ว่าเรอไปแล้วหรือยัง จะฉี่จะถ่ายก็ร้องอยู่แอ๊ะเดียว ต้องคอยดูเอาเองว่าผ้าเปื้อนรึป่าว แต่เดี๋ยวก็ต้องดูกันต่อไปครับ ว่าโตขึ้นมาจะเรียบร้อยขนาดไหน